หน้าเว็บ

ศาลเจ้าพ่อเสือ จังหวัดอุทัยธานี

ศาลเจ้าพ่อเสือ จังหวัดอุทัยธานี
ต.หนองไผ่แบน อ.เมือง จ.อุทัยธานี
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สายจีน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เจ้าพ่อเสือ เยือนมาเลเซีย

การเดินทางไปประเทศมาเลเซียครั้งนี้ เกิดจากการที่นักธุรกิจชาวมาเลเซียท่านหนึ่ง เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากปู่เสือหลังจากรุ้สึกว่ามีปัญหาต่างๆในชีวิต หลังจากที่กลับไปแล้วพบว่า ชีวิตของตนเองดีขึ้นตามลำดับ จึงให้เลขาติดต่อมายังตำหนักปู่เสือเพื่อขอรับร่างปู่พร้อมทีมงาน ตำหนักปู่เสือไปเยี่ยมธุรกิจของตน ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  ในเดือนสิงหาคม ปี 2554 
พราหมณ์ จักริเณ คณปติ (พาราหมณ์ประจำตำหนักปู่เสือ) ผู้ประสานงานในการเดินทางทั้งหมด

ร่างปู่เสือ ถ่ายรูปลานนารายณ์เกษียรสมุทร ที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ประเทศไทย หลังจากผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทาง เพื่อรอเดินทางสู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย


                  เช้าวันใหม่และวันแรกใน กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะทำพิธีต่างๆให้กับคณะลูกศิษย์ ด้านหลังคือการประดับธงชาติมาเลเซีย เนื่องจากเป็นช่วงวันปีใหม่มาเลเซีย และถือเป็นวันชาติอีกด้วย





ศาลเจ้าจีน ทางคณะตำหนักปู่เสือเดินทางมาบอกกล่าวเหล่าเทพของมาเลเซียอันมีพระยูไล , พระโพธิสัตว์ฯ กวนอิม เป็นประธานในศาลเจ้า เพื่อเปิดทางในการทำพิธีต่าง ที่ศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

                     วิธีการจุดธูปเพื่อปล่อยเคราะห์ เสริมดวงชะตาแก่ตนเองของชาวมาเลเซีย โดยเขียนชื่อพร้อมวันเดือนปีเกิด แขวนไว้ด้านในวงของธูป


อาหมวย ลูกสาวคนเดียวของปู่เสือ พาร่างปู่แนะนำวัดสำคัญและพาเที่ยวตลาด ทานอาหารจีน ใน กรุงกัวลาลัมเปอร์

พิธีล้างคาถาอาคมที่เคยสักยันต์เอาไว้ แต่(อาหมิง) นักธุรกิจท่านนี้  ต้องการที่จะไม่รักษาไว้ต่อไป จึงขอให้ปู่เสือทำพิธีล้างอักขระ คาถาอาคมด้วยไฟ ณ ตำหนักชั่วคราว กรุงกัวลาลัมเปอร์
คนไทยในมาเลเซีย ที่รู้ข่าวการมาปู่เสือ เดินทางมาจอความช่วยเหลือและขออาบน้ำมนต์



อาวอง ลูกชายคนที่ 9 ของปู่เสือ เจ้าของธุรกิจร้านเพชรทอง ถ่ายรูปกับทางตำหนักหลังจากถวายตัวเป็นลูกชายคนล่าสุด  (ปัจจุบันขยายร้าน เป็นธุรกิจ jame & jewellry ตามคำแนะนำของปู่เสือ)



             เยี่ยมทำเนียบรัฐบาลมาเลเซีย ยามกลางคืน ก่อนที่ตะเดินทางกลับประเทศไทย



               ระหว่างรอเครื่องบิน ที่ห้องรับรองผู้โดยสาร สนามบินนานาชาติ ประเทศมาเลเซีย

             ระหว่างอยู่บนเพดานบิน มองเห็นทัศนียภาพของประเทศไทยก่อนเครื่องจะลงจอด

ทางตำหนักปู่เสือ เดินทางถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ในเดือนกันยายน 2554  ตามคำขอของคณะศิษย์ในประเทศไทยและประกอบกับ เสร็จสิ้นภาระกิจในมาเลเซีย

วันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พิธีรับเป็นลูก ปู่เสือจอม

ในมอบตัวเป็นลูกของปู่เสือจอมนั้น ปู่เสือจอมได้จำกัดไว้เพียง 3 คนเท่านั้นที่จะรับดูแลเป็นลูกในร่างนี้ที่ปู่เป็นผู้ขอเอง ซึ่งได้ครบทั้งหมดแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดูแลและทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ได้ดี เป็นคนดี ในสังคม ซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากพ่อแม่บังเกิดเกล้าเสียก่อนโดยปู่เสือท่านให้เหตุผลเสมอว่าพ่อแม่บังเกิดเกล้าไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา แต่ปู่เสือดูได้ทุกเวลาและจะคอยเตือนเมื่อเดินทางผิดเพื่อหวังให้ลูกได้ดี แต่การเลี้ยงดู การอยู่อาศัยก็ยังเป็นปกติคืออยู่กับพ่อแม่บังเกิดเกล้า โดยมีปู่เสือคอยดูแลทางจิต และแวะเวียนมาฟังคำสั่งสอน โดยได้รับลูกไว้ดังนี้
1.ลุกคนโต(ตี๋ใหญ่) นายกิตติพร กิตติโชคทองทอง (ก้อย) อายุ 23 ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทซูเลียน นครสวรรค์
2. ลูกคนกลาง(ตี่น้อย) นายอภิวัฒน์ นาควิสุทธิ์ (เจ) อายุ 18 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโพฒิสารนครสวรรค์
3.ลูกคนที่สาม(ตี๋เล็ก) นายนิธิ แรงสาริกรรม (เอก) อายุ 14 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุทัยวิทยาคม

และนอกจากนั้นยังมาศิษยานุศิษย์หลายท่านที่ศรัทธาจึงมาขอเป็นลูกปู่เสือจอมจึงมามีเมตตารับดูแลเป็นลูกที่เกิดจากการขอเป็นลูกเอง ดังนี้
4. นายสมชาย เชื้อคำลือ (นิก) อายุ 20 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 4
5. นายณัฐวุฒิ ผุดผ่อง (โอเล่) อายุ ปี ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกิจขนส่งนมโรงเรียน จังหวัดอุทัยธานี
6. นายอภิวัฒน์ เทพวงค์ (โอเล่) อายุ 22 ปี  ปัจจุบันกำลังศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ
7. นาย  (กอล์ฟ) อายุ  29 ปี  ปัจจุบันเป็นศิลปินอิสระ (งานปั้น งานวาด) ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
8. Mr.Tan Lee Ming (อาหมิง) อายุ 41 ปี  ปัจจุบันเป็นนักธุรกิจ ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
9. Mr.Royse Wong (อาวอง)  อายุ  29 ปี  ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านเพชรทอง อัญมณีและเครื่องประดับ ประเทศมาเลเซีย

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แนะนำตำหนักปู่เสือ

ตำหนักปู่เสือเดิมมีชื่อว่า ตำหนักปู่เสือบุดาและคณปติเทพ เนื่องจากเทพที่มาประทับทรงแต่เดิมชื่อว่า ปู่เสือบุดา ท่านบอกเพียงแต่ว่ามาย้ายมากจากที่ไหน ด้วยสาเหตุใด ท่านลงประทับได้ยากมากเนื่องจากร่างยังไม่พร้อม พูดจาฟังไม่รู้เรื่อง เสียงดังโวยวายไม่เป็นภาษา จนเวลาผ่านไปหลายเดือนร่างของปู่เริ่มยอมรับและปฏิบัติไหว้พระสวดมนต์ทำให้เกิดบารมีมากขึ้นเริ่มพูดชัดแต่ยังฟังเข้าใจยากเนื่องจากท่านพูดเสียงแหบและติดอ่าง ไม่ยอมที่จะให้มีขันค่าครูและไม่รับเงินใดๆทั้งสิ้น บอกเพียงแต่ว่ามาช่วยคน ระหว่างนั้นได้มีปู่ฤาษีท่านหนึ่งมาขออยู่ในตำหนักด้วยเนื่องจากมีคนมอบองค์ให้มา เจ้าของเดิมเป็นชาวจังหวัดลำปางซึ่งทอดทิ้งท่าน ประทับครั้งแรกท่านได้แต่ร้องไห้เสียพระทัย ต่อมาไม่นานมีปู่เจ้าสมิงพรายมาประทับ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างอ่านตำราและท่องบทสวดทำให้พระองค์ลงประทับได้และทำการครอบเศียรด้วยพระองค์เอง การแบ่งงานของแต่ละองค์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี โดยปู่เสือบุดาเป็นเสมือนผู้ประทับประจำ ปูเจ้าสมิงพรายมีหน้าที่ทำน้ำมนต์เสี่ยงโชค ปู่ฤาษีมีหน้าที่อ่านดวงชะตาที่หลายคนยอมรับว่าแม่นยำมาก เริ่มออกรับงานตั้งศาล ในกลุ่มเครือญาติและคนรู้จักเนื่องจากยังไม่มีชื่อเสียง วันเวลาผ่านไปปู่เสือบุดาย้ำเสมอว่าพระองค์ท่านไม่ใช่เจ้าของตำหนัก มีอีกพระองค์แต่ไม่บอกว่าเป็นพระองค์ใดและยิ่งตกใจมากเมื่อวันหนึ่งท่านบอกว่าวันข้างหน้าท่านจะไม่ประทับเพื่อดูดวง จะมีคนอื่นมาทำหน้าที่แทน เป็นที่สงสัยอย่างมากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เวลาล่วงเข้าเดือนที่สิบ ปู่ท่านย้ำให้เปิดตำหนักให้คนรู้จักได้แล้ว ซึ่งปัญหาที่สำคัญก็คือ ยังขาดความมั่นใจ และท่านก็ย้ำให้ไหว้ครูซึ่งตอนแรกจะจัดแบบเงียบๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จึงเกิดข้อถกเถียงกันในกลุ่มว่าจะจัดหรือไม่จัด ซึ่งร่างปู่ได้จุดธูปบอกกล่าวขอให้ได้เงินก้อนใหญ่มาเพื่อจัดงานไหว้ครู เวลาผ่านไปเพียง 2 วัน ก็ได้เงินก้อนใหญ่มาจัดงาน วันหนึ่งเจ้าแม่ทิพเกษร เทพสตรีชาวล้านนา ได้ประทับร่าง ซึ่งท่านบอกว่าจะมาช่วยจัดพิธีไหว้ครู ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากปู่เสือ ท่านเป็นคนละเอียดมากได้ช่วยคิดและตระเตรียมงานอย่างรอบคอบ จนมาถึงวันที่ออกแจกบัตรเชิญยังตำหนักทรงต่างๆ เมื่อถึงตำหนักหนึ่งก็มีเทพองค์ใหม่มาประทับทรงได้แต่ร้องไห้ เสียพระทัยจึงรู้ว่า ท่านย้ายมาจากอีกตำหนักหนึ่งซึ่งร่างก็เคยไปร่วมงานมาบ่อยครั้ง ได้ตัดสินใจย้ายมาที่นี่และนี่คือ องค์เทพที่ปู่เสือบุดา ท่านเคยกล่าวไว้ ทำให้ความลับและความสงสัยกว่า 11 เดือนก็ถูกเฉลยขึ้นมาว่าเทพทั้งหมดย้ายมาจากตำหนักหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานีซึ่งมีชื่อเสียงมาก แต่ได้ปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เหมาะสมไว้ทำให้พระองค์ท่านต้องถอยตำหนักมาอยู่ร่างใหม่ ณ ที่แห่งนี้ หลังจากนี้ปู่เสือบุดาซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นน้องชายปู่เสือจอมก็จะไม่ลงมาประทับบ่อยๆแล้ว ผู้ที่ลงมาช่วยมนุษย์ต่อไปนั้น ก็คือปู่เสือจอม โดยท่านขอให้เปลี่ยนชื่อตำหนักใหม่ เป็นตำหนักปู่เสือ แต่เนื่องจากเป็นตำหนักสองศาสนาและมีพระพิฆเณศเป็นองค์ประธาน จึงมีชื่อทางการว่า "ตำหนักปู่เสือและคณปติเทพ " ซึ่งหลังจากไวห้ครูเรียบร้อยแล้วชื่อเสียงที่เล่าขานก็แผ่ขจรขจายไปหลายจังหวัดจนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในองค์ปู่เสือจอม จนแขกหลายๆรายต้องโทรศัพท์จองคิวก่อนมาเจอปู่เลยก็ว่าได้